My Film Festival
posted on 24 Feb 2006 00:26 by 1812 in Filmนี่คือสัปดาห์แห่งการดูหนังของผม บทความข้างล่างอาจจะ Spoil ใครยังไม่ได้ดูก็อยากให้ไปดูเองมากกว่า และนี่เป็นการเขียนถึงหนังครั้งแรกของผมหลังจากชอบไปอ่านคนนู้นคนนี้มากมาย คงเขียนได้ยังไม่ดีหรอก แต่จะพยามยาม และมันออกจะส่วนตัวไปไม่นิดด้วยหละ เอาเป็นว่ามาดูเทศกาลหนังส่วนตัวของผมกันเลยละกัน

Openning : Brokeback Mountain (A)
หลังจากที่เครียดเรื่องงานและพยามหาทางสงบตัวเอง ก็เลยออกไปดูหนังทั้งๆที่ทำโปรเจคไม่เสร็จ ซึ่งเรื่องแรกที่ดูไม่ใช่หนังในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ แต่เป็นหนังที่กำลังอยู่ในกระแสขณะนี้ เหตุผลหนึ่งที่ผมไปดูเรื่องนี้(คนเดียว)เพราะมันเป็นหนังที่ได้เข้าชิงออสการ์มากที่สุดของปีนี้ หนังได้รางวัลBest Pictureมาจากเวทีลูกโลกทองคำ และสุดท้ายมันเป็นหนังเกย์
นั่นคือความคิดในช่วงที่ตัดสินใจไปดู แต่เมื่อดูจบความคิดนั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง ผมเรียกได้ว่ามันเป็นหนังรักที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ ผมเคยดูหนังของอังลีมาก่อน และเค้ามักจะกล่าวถึงประเด็นของบุคคลที่อยู่"นอกสังคม"เสมอๆ เรื่องนี้ก็เช่นกัน มันเป็นความรักของคาวบอยหนุ่ม2คน ที่ไปใช้ชีวิตร่วมกันในภูเขาหลังหักลูกนั้น ความโหดร้ายของชีวิต ทำให้คนสองคนรักกันได้ แม้ว่าแต่ละคนก็มีความต่างมากเหลือเกิน แต่ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ตรงนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคำโปรยที่ว่า "Love is a Force of Nature" รักเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมและผมว่าเรื่องนี้รักก็ถูกทำลายลงด้วย Force of Culture เหมือนกัน
ผมคงไม่ Review ว่าหนังเรื่องนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะถ้าคุณยังไม่ได้ดู ผมว่าคุณพลาดหนังดีๆไปแล้วนะ มีเพื่อนผมหลายคนเหมือนกันที่ไม่กล้าไปดูหนังเรื่องนี้เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นเกย์ และมีอีกหลายคนเหมือนกันที่ดูแล้วก็รับไม่ได้ บอกว่าอึดอัดเหลือเกินที่ต้องดูฉากชาย-ชาย ผมว่าสิ่งนี้แหละที่แสดงว่าไม่ว่าสังคมใดๆ ผู้ที่ทำตัวผิดแปลกจากคนอื่นก็มักจะถูกรังเกียจ และถูกต่อต้านอยู่เสมอ แต่หากมองในทางที่ดี Brokeback Mountain ทำให้คนเข้าใจในข้อนี้มากขึ้น และพร้อมจะยอมรับความต่างของกันและกัน
สำหรับ Brokeback Mountain ผมว่ามันเป็นหนังที่ดีมากและเศร้ามาก ที่ผมบอกว่าเศร้ามากบางทีอาจเป็นความรู้สึกของผมคนเดียว เพราะการที่เราได้ดูหนังหรืออ่านหนังสือที่มีความใกล้เคียงชีวิตเรา เรามักจะเอามาเทียบกับข้อผิดพลาดของตนเอง บ่อยครั้งที่เอาตัวเองเข้าไปแทนในนั้น ทำให้อารมณ์ติดค้าง ยากจะถอดถอนออกไปได้

C.R.A.Z.Y. (A-)
หนังแคนาดาพูดฝรั่งเศสเรื่องนี้เป็นหนังเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพเรื่องแรกของผม ก่อนที่จะพูดถึงหนังเรื่องนี้ก็ของพูดถึงเทศกาลก่อนว่า แม้ว่าจะจัดเป็นปีที่4แต่ข้อผิดพลาดก็ยังมากมายเหมือนเดิม และที่มีคนเรียกปีนี้ว่า "Middle-Class Film Festival" ก็เพราะบัตรแม่งแพงเหลือเกิน คือปกติที่ละ140บาท (นี่ยังไม่รวมจอultrascreenฮวงซุ้ยที่ตอนนี้ขึ้นราคาไปเป็น200บาท) และแน่นอนคือภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ฉายในนี้ ไม่มีซับไทย คือถ้าหนังภาษาอื่นจะมีซับอังกฤษ (ซึ่งยังทำใจได้บ้าง) แต่ถ้าหนังพูดอังกฤษมันจะไม่มีซับ (ซึ่งกูฟังไม่รู้เรื่องว่ะ กูโง่) ดังนั้นคนที่ไม่รวยและไม่มีความรู้ถึงดูเทศกาลนี้ไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะรักหนังมากก็ตาม
กลับมาพูดถึง C.R.A.Z.Y. เหตุผลที่เลือกดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะอ่าน Review แล้วเจอคำว่าอย่าพลาดๆๆๆ (ผมมีปัญญาดูได้แค่5เรื่อง=600 เท่านั้น เงินมันมีเท่านี้) และผมก็ขอบอกต่อด้วยว่าอย่าพลาดเหมือนกัน ผมว่าหนังเรื่องนี้ดูแล้วอบอุ่น มันค่อนข้างเป็นหนังครอบครัวที่พูดถึงปัญหาที่ค่อนข้างซีเรียส และที่รู้สึกอบอุ่นคงเป็นเพราะเรื่องที่เปิดในปี 60 และเห็นพัฒนาเข้าสู่ 70 และ 80 คละคลุ้งไปด้วยเพลงยุคนั้นอย่าง เดวิด โบวี่ , โรลิ่ง สโตน และที่ขาดไม่ได้คือ Crazy ของแพสซี่ ไคลน์
หนังกำลังเล่าเกี่ยวกับความแตกต่างในสังคมที่พยามปรับเข้าหากัน และตระหนักถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริง มากกว่าการเป็นเกย์ ผู้กำกับบอกว่าธีมของเรื่องคือ การยอมรับในกันและกัน และการต่อสู้เพื่อแสดงออกในตนเอง และซื่อสัตย์ต่อช่วงเวลานั้น ถึงแม้ตัวหนังจะมีตัวละครหลักที่เป็นเกย์ แต่เนื้อหาและภาพถูกทำให้เบาลงไม่มีการเสนอฉากรัก หรือเปลือย แต่อย่างใด ทำให้หนังค่อนข้างยอมรับได้ในวงกว้างกว่า
เรื่องนี้ได้รับรางวัล Winner of the Best Canadian Feature Film Award at the recent Toronto Film Festival ด้วยนะ อยากให้ไปดูจริงๆ โดยเฉพาะอยากให้ดูจนถึงเครดิตจบว่าทำไมหนังถึงชื่อ C.R.A.Z.Y.

Tsotsi (B+)
หลังจากตัดสินใจอยู่นานว่าจะดูหนังเรื่องอะไรดี ระหว่าง Paradise now , Merry chistmas และTsotsi เนื่องจากเบี้ยน้อย และเรื่องอื่นๆก็เป็นเรื่องที่ผมอยากดู อีกทั้ง3เรื่องนี้ก็เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเหมือนกันหมดซะด้วย แต่ความที่เราชอบ City of God (A) เป็นทุนเดิม เราเลือกหนังแอฟริกาใต้เรื่องนี้ก็แล้วกัน Tsotsi
เนื้อเรื่องว่าด้วยการค้นหาสัจธรรมในตัวมนุษย์ ผมว่าไม่มีใครอยากเป็นคนเลว แม้แต่ตัว Tsotsi เอง ถ้าเค้าไม่หนีออกจากบ้านมา ไม่มารวมแก๊งเด็กท่อนั่น เค้าก็คงไม่ถลำลึกลงไปขนาดนี้ ในตัวหนังจะเห็นพัฒนาการของ tsotsi ที่ค่อยๆดำเป็นขาว ผมว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะ Drama แบบเร้าอารมณ์สุดๆ เราจะรู้สึกสงสารและเห็นใจตัวเอกเสมอ และก็ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ที่เค้าจงใจทิ้งตอนจบไว้อย่างนั้น เพราะถ้าให้มันตาย หนังเรื่องนี้ผมจะให้แค่ B เองน่ะ ส่วนทำไมผมให้เรื่องนี้แค่ B+ ก็คงเพราะมันดูเร้าอารมณ์แบบจงใจไปหน่อย แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายมากหรอกนะ และที่สำคัญผมชอบ City of God มากกว่า มันเห็นสีแสดของแอฟริกันชัดกว่านั้นเอง
โดยรวมถือว่าชอบหนังเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ดูเรื่องอื่นๆก็ปักใจว่าเรื่องนี้จะได้ออสการ์รึเปล่าไม่ได้ แต่ในฐานะหนังดังประจำเทศกาล ดูแล้วก็ไม่ผิดหวังนะ แล้วที่สำคัญ ดนตรีประกอบโคตรเท่เลย!!!!! ตอนที่หนังมันกำลัง Melodrama แบบสุดๆ เสือกมีเพลงแอฟริกันขึ้นมา มันทำให้รู้สึก Contrast กับเนื้อเรื่องมากๆ และผมว่าดี อีกเรื่องคือผู้หญิงที่เป็น"แม่นม" ในเรื่อง คนแบบนี้ประเสริฐเหลือเกินนะ เราชอบคนนี้มากๆเลย
ปล.ฉากที่รับไม่ได้คือตอนมดขึ้นถุง..............สงสารว่ะ