เอนต์'ถาปัตย์ให้ติดว่ายาก เรียนให้จบแม่งยากกว่า
posted on 08 Dec 2007 17:24 by 1812 in Life
ผมกำลังจะครบ 22 ปี
ในวันเดียวกับที่ช่วงชีวิตวัยเรียนของผมกำลังจะหมดลง
และกำลังก้าวไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง
คือการเป็นผู้ใหญ่
ไม่รู้ว่าความคิดนี้มากจากไหน
ว่าผมอยากเรียนที่สถาปัตย์ จุฬาฯ
แต่มันเป็นความคิดที่ฝังหัวมาตั้งแต่ตอน ป.6
ที่ครูถามว่าผมอยากเป็นอะไร
ผมตอบว่า ผมอยากเป็นสถาปนิก
ผ่านไปหกปี ถึงเวลาที่ต้องสอบเอนทรานซ์
ด้วยความที่ทะนงและเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นคนเก่ง
ผมใช้เวลาในการเล่นดนตรีและสังสรรค์
มากกว่าการอ่านหนังสือ
ถึงกระนั้น ผมใช้สองสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบทุ่มใจลงไปทั้งหมด
ผมสอบความถนัดทางสถาปัตยกรรมได้ 72
และนั่นคือคะแนนที่สูง 1 ใน 10 ของประเทศในปีนั้น
ยิ่งคะแนนวิชาอื่น และ gpa ไม่ต้องห่วง
(พี่คนนึงบอกว่าผมเป็นเด็กเนิร์ด...ก็จริงว่ะ)
พอถึงตอนยื่นคะแนน และผลสอบมาถึงบ้าน
สมัยผมใช้การส่งจดหมายมาที่บ้าน
ผมแกะซองแบบสบายๆ เพราะก็รู้อยู่แล้วว่าเข้าได้
ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
"เอนต์ให้ติดแม่งง่าย แต่จะเรียนจบรึเปล่านั่นอีกเรื่องนึง"
รุ่นพี่ในคณะกรอกหูผมตั้งแต่ได้เข้าไป ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะซีเรียสอะไรนักหนากับคณะนี้
ไม่งั้นเค้าจะทำละครเวทีตลกๆออกมาทุกปีได้ไงวะ
"พี่ปีห้าหน้ายุ่ง เพราะมุ่งแต่ทีสิส พี่ปีห้าหน้าซีด เพราะทีสิสทำยุ่ง"
ผมร้องเพลงนี้ตั้งแต่เข้าคณะ โดยที่ไม่เคยสนใจเลยว่ามันจะจริงอย่างนั้นเหรอวะ
เขาคงแต่เอาคล้องจองสนุกๆแหละ ผมว่างั้น
ตั้งแต่เปิดเทอมปีแรก การปรับตัวค่อนข้างลำบาก
คงเป็นกับทุกคน เพราะมันต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองทั้งหมดคนเดียว
ไหนจะเรื่องเรียน รับน้อง รักบี้
แถมผมยังย้ายออกจากบ้าน มาอยู่คอนโดเองอีก
เหนื่อย แต่ช่วงปีหนึ่งเทอมแรกเป็นช่วงที่มีความสุขมากช่วงนึงในชีวิต
นอกจากวิชาเลคเชอร์แบบที่คณะทั่วไปเค้ามีกัน
ผมมีวิชา"สตูดิโอ" นี่แหละตัวร้าย
นิสิต 10 คนต่ออาจารย์ 1 ท่าน
เราจะเปลี่ยนอาจารย์ทุกๆหนึ่งโปรเจค
เทอมหนึ่งมีสองโปรเจค หรืออาจมากกว่านั้น
เป็นวิชาว่าด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรม
ระดับความยากจะเพิ่มตามชั้นปี
ปีหนึ่ง - งาน Fine Art ไปจนถึงบ้านไม้ชั้นเดียว
ปีสอง - บ้านสองชั้น และอาคารสาธารณะขนาดเล็ก
ปีสาม - อาคารสาธารณะขนาดกลาง และอาคารที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ปีสี่ - อาคารตัวร้าย เช่น ออดิทอเรียม สถานฑูต โรงพยาบาล พิพิทธภัณฑ์
ปีห้า - ตึกสูง ในเทอมแรก และวิทยานิพนธ์ ในเทอมหลัง
วิชาตัวนี้เองที่ทำให้การเรียนในคณะมันยากกว่าที่วาดฝันไว้เยอะมาก
ท้อใจหลายหน จากคนที่เคยได้ a มาตลอดพอได้ c d ก็เริ่มจิตตก
การอดนอน ผ่านมาให้ผมรู้จักครั้งแรกในชีวิต
นอนไม่พอ กับไม่ได้นอนนี่คนละเรื่องกันนะ
การถ่างตาทำงานตั้งแต่หนึ่งทุ่ม ไปเสร็จเอาเจ็ดโมงเช้า
แล้วรีบอาบน้ำวิ่งไปเรียนให้ทัน
แม่ง ทรมาน
และเป็นอย่างนี้สองวันต่อสัปดาห์ บางทีมากกว่านั้น
พอกางแบบที่ทำมาทั้งคืนให้อาจารย์ดู
บางครั้งเค้ามองแค่ 5 วิ
แล้วก็ด่าๆๆๆๆ ไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้
อาจารย์บางท่านถึงขนาด "พวกมึงมันโง่"
แต่เชื่อไหม ผมไม่เคยโกรธพวกเค้าเลย
อาจารย์แต่ละท่านมีวิธีสอนที่แตกต่างกันไป
ผมเรียนรู้หลายๆมุมจากอาจารย์ที่มีแนวคิดต่างกันเหล่านั้น
สุดท้าย พอถึงปีห้าเทอมปลาย การเลือกกลุ่มวิทยานิพนธ์
นี่คือความสนุกอย่างหนึ่งของผม
อาจารย์ในภาคฯ จะจับกลุ่มกันประมาณ 4 คน มี 12 กลุ่ม
พวกเรามีสิทธิ์เลือกว่าเราอยากอยู่กับใคร
แน่นอน เหมือนตอนเอนทรานซ์ไม่มีผิด
บางกลุ่มคนอยากอยู่มาก บางกลุ่มไม่มีใครอยากไป
ดังนั้น เขาใช้วิธีจับฉลาก
มันส์ ยิ่งกว่าเชียร์มวย
ต้องเล่าว่าวิทยานิพนธ์ของคณะสถาปัตย์
เป็นคณะเดียวที่ต้องทำทีสิส ในปริญญาตรี
ทิสิสว่าด้วยการออกแบบอาคารขนาดใหญ่
โดยเรามีสิทธิ์เลือกเอง ว่าจะทำโครงการอะไร
ผมเลือกทำ "ท่าอากาศยานนานาชาติ ภูเก็ต"
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของประเภทอาคารของแต่ละคน
แน่นอนที่สุด การเลือกทำอาคารประเภท transportation
ต้องเป็นคนแน่นทั้ง Function โครงสร้าง งานระบบ และความงาม
ตอนนี้ผมกำลังนั่งทำวิทยานิพนธ์อยู่
ในโหมดที่เรียกว่า เบื่อ เหนื่อย ท้อ คิดไม่ออก อยากจบพร้อมเพื่อน
และชื่อ msn ของเพื่อนในรุ่น ก็ไม่หนีไปจากพวกนี้
เมื่อวานผมนัดเพื่อนสนิท ต่อ ออย ไปกินเบียร์กัน
เพียงเพราะพวกเราอยู่คนละกลุ่มทีสิสกัน และไม่ได้เจอหน้ากันมาเดือนนึงแล้ว!
และอย่างกับลิขิต อยู่ๆแอมก็เดินมาหาไอติมกินแถวนั้น
ผมจำเธอได้จากระยะไกล จึงโทรไปบอกว่ามานั่งคุยกัน
สี่ชั่วโมงของคืนนั้น พวกเราพูดกันไม่ได้หยุด
หนักไปทาง"ทีสิสมึงเป็นไงบ้าง" "อาจารย์แม่ง..อย่างนู้นอย่างนี้"
"แล้วทีสิสคนอื่นๆเป็นไงบ้างวะ ได้ข่าวว่าคนนั้นจะไม่จบ"
"คนนี้แม่งพูดไปเกือบชั่วโมง อ.ให้พูดห้านาที แดกเวลาเพื่อน"
ไล่ยาวไปจนถึงเรื่องชีวิตส่วนตัว ที่อัพเดทให้กันฟัง
ถ้าไม่ได้พูดกับเพื่อน คิดว่าผมคงระเบิดตายไปสักวันบนโต๊ะดราฟ
เราจบการสนทนาด้วยความรู้สึกว่า
"มึงว่ามั๊ย พวกเราเหมือนคนทำงานแล้วเลยว่ะ"
เออ
สองเดือนต่อจากนี้
ผมคงใช้เวลาทุ่มลงไปกับมันจนหมด
และคิดว่าจะไม่มาอัพบล็อคจนกว่าจะถึงตอนนั้น
ขอบคุณเพื่อนๆพี่น้อง
ที่แวะมาให้กำลังใจตลอด
และขอบคุณความรัก
ที่บทจะมาก็มาซะอย่างนั้น
ผมกลัวใจตัวเองว่าจะคิดถึงคุณ จนไม่ได้ทำงานน่ะ
"มึงจะมีความรักก็มีได้ แต่แบบร่างทีสิสมึงอ่ะอยู่ไหน"
เพื่อนผมถามเมื่อคืน
ในที่สุดก็หาเพลงที่เหมาะกับบทความนี้ได้แล้ว
ขอบคุณน้องฝน74 สำหรับเพลงความหมายดีๆ และกำลังใจครับ
รวมถึงขอบคุณทุกคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ที่เข้ามาตอบ
เพราะจริงๆบทความนี้เป็นแค่ความเวิ่นเว้อหาอะไรเขียนแก้เครียดเท่านั้น
ขอบคุณจริงๆ
ตรัย ภูมิรัตน์
เพลง ทางที่เลือกเอง
ร่ำเรียนฝ่าฟันเข้ามา ไม่มีสัญญาสู้มาด้วยใจ
อยากรู้ สิ่งที่ฉันทำ มันจะชักนำฉันเป็นเช่นไร
อยากสรรค์ สิ่งที่สวยงาม สิ่งที่งดงาม ให้คงอยู่ไว้
จะขอ ขอทำตามใจ ดีเลวเช่นไร หัวใจเลือกเอง
ฉันเหนื่อย ฉันท้อ แต่ฉันยังรอด้วยดวงใจที่มีหวัง
แม้จะหนัก ฉันไม่เคยหวั่น ฉันรู้ว่ายังต้องสู้เขา
คอยวันที่ฉันนั้นจะเป็นคนยิ่งใหญ่ เราจะก้าวไปด้วยดวงใจกับความฝัน
และจะไม่ท้อเพราะหัวใจยังยึดมั่น หนทางของเรา เราขีดเอง
และจะไม่ท้อเพราะหัวใจยังยึดมั่น หนทางของเรา เราขีดเอง
ปล. รูปด้านบนคือวันแรกที่ผมมาคณะนี้ เป็นวันเปิด"เอ่เอ้"ครับ
ผมเป็นคนนึงในกลุ่มนักเรียนเพิ่งเอนต์ติดข้างล่างนั่น
เฮอะ ๆๆ
#1 By chichi on 2007-12-08 17:49