Blobitecture(1)
posted on 05 Oct 2007 16:46 by 1812 in Design-ArchitectureBlobitecture
BLOB + ARCHITECTURE
เส้นทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หรือModern ซึ่งได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วง ศตวรรษที่ 19 ได้พลิกโฉมมุมมองของสถาปนิกไปสู่ระบบการคิดปฏิบัติเชิงจักรกลและเชิดชู สุนทรียภาพของเครื่องจักรขึ้นมาแทนคุณค่าของมนุษย์ เกิดเป็นสถาปัตยกรรมอันไร้ชีวิตชีวา ขาดการเชื่อมต่อเรียงร้อยเรื่องราว ขาดการแสดงตนอย่างเหมาะสมต่อสถานที่ที่ตั้งอยู่ ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องต่อการหวนกลับมาของคุณค่าของจินตนาการและจิตวิญญาณที่แท้จริงของสถาปัตยกรรม ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 20 สถาปนิกได้ตระหนักและเกิดการขับเคลื่อนของวงการอีกครั้งเพื่อจะกาวข้ามความเป็น Modern ออกไป แต่ก็ไม่เชิงจะละทิ้งซะทีเดียวเพราะยังคงต้องอาศัยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่มีอยู่สร้างสรรค์ผลงานเช่นเคย
โดยสถาปนิกในยุคใหม่นี้ได้อาศัยการแสวงหาแนวคิดใหม่ๆที่ต่างไปจากเดิมที่เป็นเพียงการตอบสนองเพียงฟังก์ชั่นภายใน จึงเกิดมาเป็นแนวความคิดได้ในหลายๆเชิงคือ
- Post Modern สถาปัตยกรรมที่อาศัยรูปแบบพื้นฐานของ Modern+something
- Deconstruction แนวคิดที่จะพยายามทลายรูปแบบและกรอบเดิมๆของ Modern
- Folding Architecture ทฤษฏีที่เกี่ยวกับความซับซ้อนและอาศัยองค์ความรู้ของ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ไม่จำกัด
ซึ่งแนวคิดแบบ Folding Architectureนี้เองที่เป็นรากฐานความคิดที่นำไปสู่การทำงานในรูปแบบของ blob อันเกิดจากการที่มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการออกแบบเชิง 3 มิติและคิดคำนวณลักษณะและถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วน ประกอบกับเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามความคิดและจินตนาการที่ตัวสถาปนิกต้องการ ส่งผลให้สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นเพียงแนวคิดในจินตนาการแต่กลายมาเป็นลักษณะแนวทางหนึ่งของสถาปัตยกรรม
Folding Architecture + Computer Aid Design + Technology (new science) =
BLOBITECTURE
BLOBITECTURE คือ ลักษณะ รูปแบบ และแนวคิดทางสถาปัตยกรรมที่เกิดจากความคิดที่ซับซ้อนของสถาปนิกเกิดเป็นการหลอมรวมกันทั้งสถาปัตยกรรม ที่ว่าง ที่ตั้ง และสิ่งเร้าจากโดยรอบ จากนั้นจึงอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาประมวลผลถ่ายทอดออกมาเป็นงานเชิง 3 มิติ โดยสถาปนิกที่อยู่ใกล้กับคำจำกัดความของแนวคิดนี้มากที่สุดคือ Greg Lynn
GREG LYNN
the evolution of a form & its shapes force
เกร็ก ลินท์ เป็นสถาปนิกรุ่นใหม่ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงในวงการสถาปัตยกรรมอย่างรวดเร็ว โดยในจุดเริ่มต้นเขาได้รับอิทธิพลจากงานของ Peter Eisenman สถาปนิกที่ถือได้ว่ามีส่วนขับเคลื่อนงานสถาปัตยกรรมจากยุคสมัยModernเข้าสู่Post Modern ทำให้ตัวของเกร็ก ลินท์ เองได้รับมองมุมด้านสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างแปลกใหม่ ไม่ได้ยึดติดกับกรอบและรูปแบบเดิมๆ
สิ่งที่เกร็ก ลินท์ได้ให้ความสนใจเสมอมานั้นเป็นเรื่องของความงามของเรือนร่างBodyและเรื่องของเรขาคณิตGeometry ทำให้เกิดความคิดในการพยายามเข้าถึงระบบเรขาคณิตแบบใหม่เพื่อสร้างสรรค์เรือนร่างของสถาปัตยกรรมใหม่ๆไม่ใช่เพียงการใช้ตามpattern เดิมๆที่เห็นในModern ด้วยความสนใจเหล่านี้ทำให้เค้าสามารถทะลุไปสู่พรมแดนแห่งความรู้แนวใหม่นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆโดยรูปแบบงานของ เกร็ก ลินท์ มีรากฐานจากความคิดในการค้นหารูปแบบที่เกิดจากการพลวัตจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขก่อเกิดเป็นรูปทรงใหม่ ส่วนใหญ่งานในงานออกแบบของเกร็ก ลินท์ จะมีรูปทรงที่เรียกว่า BLOB มีรูปทรงคล้ายกับยูคลิค ที่แปรผันไปตามแรงกระทำ สภาพแวดล้อม และสิ่งเร้าทั้ง แดด ลม อุณหภูมิ กระแสสังคม พฤติกรรม the evolution of a form & its shapes force จากนั้นจึงเกิดเป็นการหลอมรวมกันเป็นร่างที่วิวัฒน์(evolving) และกลายพันธุ์(mutating)เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่เป็นภาษาใหม่ของสถาปัตยกรรม

Greg Lynn
Korean Presbyterian , New York , 1997
ผลงานแรกในการออกแบบด้วยแนวคิดนี้ของเกร็ก ลินท์ที่สำเร็จลุล่วงออกมา คือ งานปรับปรุงอาคารโรงงานทอผ้าเป็นโบสถ์ ที่นิวยอร์ค โดยในการออกแบบอาคารนี้ เกร็ก ลินท์ ได้ใช้แนวคิดของการออกแบบรูปทรงแบบBLOBวางอยู่เป็นช่วงๆตามแนวเสาเดิม จากนั้นจึงอาศัยคอมพิวเตอร์ในการป้อนข้อมูลสิ่งเร้าเพื่อทำการคิดคำนวณเพื่อการแรงกระทำและรูปแบบการเติบโตไปตามแรงของรูปทรงBLOB จนเกิดเป็นรูปแบบและที่ว่างที่เกิดจากความซับซ้อนสานกันของร่างประกอบหลอมรวมกันเป็นร่างใหม่ภายใต้รูปร่างเดิม รูปแบบลักษณะของงานชิ้นนี้จะเห็นว่าเป็นส่วนผสมของรูปทรงเรขาคณิตที่ถูกบิดเบือนและจัดเรียงใหม่ เป็นความต่อเนื่องไหลรื่นไปตามลักษณะของแรงกระทำ ยังคงมีแนวแกนหลักที่ดูเป็น Formal ในแปลนตามรูปแบบที่ควรจะเป็นของอาคารประเภทโบสถ์แต่องค์ประกอบภายนอกและภายในกลับถูกบิดเอียงไปมาตามสิ่งเร้าที่มากระทบ

Greg Lynn
Ark of the World Museum & Visitors Center, Costa Rica , 2002
site ตั้งอยู่ในแถบ Costa Rica อาคารอยู่ระหว่างป่าร้อนชื้น มีแนวคิดนำเอาพืชพันธุ์ และสัตว์ใน Costa Rica มาวิวัฒนาการจนกลายเป็น form มีสีสันและ ผิวสัมผัสมาจากดอกไม้ที่เติบโตในพื้นถิ่น ชั้นล่างเป็นสวนน้ำเพื่อรักษาทางเข้าให้เย็นและชุ่มชื้น โดยชั้นบนสุดเปิดออกเป็น open space เพื่อให้ชมธรรมชาติของป่าโดยรอบ
*กรุณาอย่านำบทความนี้ไปอ้างอิงในกรณีใดๆ เนื่องจากเกิดจากความรู้น้อยนิดของข้าพเจ้าและเพื่อน ที่มีความสนใจในแนวทางนี้เฉยๆครับ
หลังจาก Lynn แล้วยังมีสถาปนิกอีกหลายๆท่านที่ดำเนินรอบตามแนวคิดนี้
ติอตามบทความต่อตอนที่2 ที่นี่ ครับ
http://1812.exteen.com/20071005/blobitecture-2
ปูเสื่อรอตอนที่ 2 ครับ
#1 By ennisdelmar on 2007-10-05 16:56