Conversation with Nitis Sthapitanonda

ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับพี่โต้ง ถึงเรื่องการปฏิบัติวิชาชีพสถาปนิก เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในวิชา Professional Practice Seminar และเห็นว่าข้อมูลนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อคนที่คิดจะเป็น/ไม่เป็นสถาปนิกในอนาคต


ชื่อนิธิศ สถาปิตานนท์

การศึกษา
2538-2541สถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต University of Florida, Gainesville
2542-2544สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต Columbia University

ประสบการณ์การทำงาน
2544-2545 สถาปนิกบริษัท Skidmore Owings &Merrill (SOM), San Francisco
2545-ปัจจุบันสถาปนิกบริษัท สถาปนิก49 จำกัด
2548-ปัจจุบันรองกรรมการผู้จัดการบริษัท สถาปนิก49 (ภูเก็ต) จำกัด

บทสัมภาษณ์
ชัยภัฏ:เหตุผลที่พี่มาเป็นสถาปนิก เป็นเพราะพ่อกับแม่พี่เป็นสถาปนิกหรือเปล่า?
นิธิศ:ก็คงมีส่วนครับ คือพี่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ คือถ้าไม่อยู่ออฟฟิสพ่อ ก็อยู่ออฟฟิแม่ ซึ่งมันอาจจะเป็นเหตุผลที่แตกต่างจากคนอื่นนิดหน่อย

ชัยภัฏ: ทราบมาว่าพี่เรียนที่เมืองนอกตลอด มีปัญหาเวลากลับมาทำงานที่ไทยบ้างไหมครับ
นิธิศ:จริงๆพี่จบม.3 จากเมืองไทยแล้วค่อไปเรียนต่อ ซึ่งก็ถือว่าโตมากแล้ว สำหรับตัวพี่เองคิดว่าการเรียนนอกตลอด มันไม่ใช่ปัญหานะ มันขึ้นอยู่ที่การปรับตัวของแต่ละคนมากกว่า

ชัยภัฏ: ระบบการศึกษาและเด็กที่จบออกมา มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เมื่อเทียบกับเด็กไทย
นิธิศ:เด็กไทยส่วนมากจะถูกสอนให้ทำงานเป็น คือจบมาก็เขียนDrawingได้ แต่เด็กฝรั่งเค้าถูกสอนมาให้คิด ส่วนเรื่องการทำงานต้องมาเรียนรู้กันเอาเอง เด็กฝรั่งจบมาจึงทำอะไรไม่ค่อยเป็น

ชัยภัฏ: แล้วเรื่องการทำงานในบริษัทล่ะครับ เปรียบเทียบระหว่าง SOM กับ A49
นิธิศ:เมืองนอกการทำงานเค้าจะ Base on Performance ดังนั้นเค้าจะกระตือรือร้นในการทำงานมาก อย่าง Time Sheet นี่จะขยันกรอกมาก เพราะจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้บริหารรู้ว่าเราทำอะไรอยู่

ชัยภัฏ: A49 ก็มีระบบ Time Sheet เหมือนกัน แต่ไม่ค่อย Work เท่าไหร่?
นิธิศ:ใช่ คือที่นี่มันมีลักษณะการทำงานแบบระบบคนไทย คือเราจะ care ความรู้สึกกันมาก อยู่กันลักษณะเหมือนพี่เหมือนน้อง บังคับกันก็ไม่ได้เพราะจะตึงเครียด ซึ่งตรงนี้เมืองนอกก็ไม่มี มันก็อาจจะเป็นทั้งข้อดี และข้อเสีย

ชัยภัฏ:แล้วอย่างเรื่องลูกค้าคนไทย?
นิธิศ:คนไทยมีลักษณะที่ Flexible มาก ไม่เคยมีโปรเจคไหนที่ได้ตาม Proposal เลย อย่างโปรเจค XXXXX เนี่ย ทำ Preliminary Design มาแล้วตั้งสิบครั้ง ยังไม่เสร็จ ต้องแก้กันอยู่

ชัยภัฏ: พี่โต้งช่วยเล่าเรื่องลักษณะการทำงาน และหน้าที่รับผิดชอบ
นิธิศ:ตอนนี้พี่ย้ายมาประจำที่ International Studio แล้ว เป็นสถาปนิกคนนึงในทีมออกแบบ สตูฯนี้คนดูแลจะเป็นพี่เล็ก (ประภากร วทานยกุล) กับพี่โบ้ (พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ) แต่งานเก่าที่ทำที่ Stu2 ก็ยังค้างอยู่คือ หอประชุมมหิดล อยากปล่อยแล้วก็ยังปล่อยไม่ได้ ตอนนี้ดู Landscape อยู่

ชัยภัฏ: แล้วที่ภูเก็ต?
นิธิศ:ภูเก็ตลักษณะงานจะเป็นผู้บริหาร คือเป็น Design Supervisor เสนองานติดต่อกับลูกค้า บางทีน้องๆจะส่งงานมาให้คอมเมนต์บ้าง แต่จะไม่ลงไปทำ Design เยอะเท่าพี่โอ๋ (ชนะ สัมพลัง) ตอนนี้งานที่ภูเก็ตก็ดู Interior โรงพยาบาลอยู่ และก็มี Design ของโรงแรมอันใหม่

ชัยภัฏ: แปลว่าจริงๆแล้ว ผู้บริหารนี่จะไม่ลงไปออกแบบ?
นิธิศ:ก็จะมีพี่เต้ย (นิธิ สถาปิตานนท์) ที่เห็นชัดว่าเป็นสถาปนิกนักบริหาร คือเน้นงานบริหารมากกว่า แต่ผู้บริหารคนอื่นๆ เช่น พี่เล็ก, พี่โบ้ ก็จะลงไปออกแบบเอง คือยังทำตัวเป็นสถาปนิกมากกว่านักบริหาร ซึ่งจริงๆก็คงไม่อยากจะเป็นอย่างนั้น แต่พองานมากๆก็ต้องลงไปทำ

ชัยภัฏ: พี่โต้งมองว่าปัญหาของสถาปนิกในปัจจุบันคืออะไร?
นิธิศ:ถ้ามองในภาพรวมของภูมิภาคเรา เรื่องใหญ่ๆตอนนี้คือสมองไหล คือ สถาปนิกมาเลเซีย-สิงคโปร์ จะออกไปทำงานใน Middle-East กัน ส่วนคนไทยก็จะออกไปทำงานในสิงคโปร์กัน

ชัยภัฏ: ก็เลยทำให้สิงคโปร์ดูว่าตรงนี้ไม่เป็นปัญหา
นิธิศ:ใช่ เพราะว่าคนของเราเข้าไปเยอะไง ส่วนในไทยเองก็ดูจะไม่เป็นปัญหา เพราะเราก็ผลิตสถาปนิกออกมาเยอะ ปัญหาจริงๆน่าจะเป็นมาเลเซีย เพราะไม่มีเลย

ชัยภัฏ: ถ้ามองให้แคบลงมา ตอนนี้ A49 ก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน?
นิธิศ:ปัญหาหลักๆของ A49 ตอนนี้คือ คนมาทำงานแล้วก็ลาออกปีละหลายๆคน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเงินเดือน หรือวิธีบริหาร แต่ไม่ดีแน่ เพราะเราต้องฝึกเด็กใหม่ให้ทำงานเป็นอยู่ตลอดเวลา ปีที่แล้วสอนคนนึง ปีนี้ก็ต้องสอนเรื่องเดิมกับอีกคน แต่สำหรับพี่โอ๋ เขากลับมองว่าตรงนี้ไม่ใช่ปัญหา เป็นเรื่องปกติ เพราะเขามองว่า A49 เป็นเหมือนโรงเรียน

ชัยภัฏ: แล้วที่เขาลาออกไปนี่เขาไปไหนกัน
นิธิศ:ถ้าไม่ไปเปิดบริษัทเอง ก็ไปทำงานกับบริษัทอื่น

ชัยภัฏ: มีปัญหาอื่นๆอีกหรือเปล่า เช่น ปัญหาของตัวบุคคล
นิธิศ:น่าจะเป็นเรื่องจัดการกับ Work Load ของตัวเองไม่ได้ จริๆงเกิดจากระบบบริหารของบริษัทด้วย Stu1คงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะคนน้อย แต่อย่าง Stu2 นี่คนเยอะ ดูแลไม่ถึง ทำให้บางคนทำงานหนักตัวแทบระเบิด ขณะที่อีกคนทำงานสบายๆ

ชัยภัฏ: เป็นเพราะอะไรครับ ลองยกตัวอย่าง
นิธิศ:อย่างใน Stu2 นี่เค้าจะแบ่งเป็นทีมใช่มั๊ย สมมติว่ามีทีม A B C D E พี่เล็กอาจดูแลอยู่แค่ BCDE ส่วน A นี่ให้พี่คนอื่นดู ซึ่งพี่เล็กจะไม่รู้เลยว่า คนในทีมA แต่ละคนทำอะไรอยู่ งานไปถึงไหนแล้ว ปัญหามันจะอยู่ที่ว่า พอทีมนึงทำไม่ไหว เช่น ทีม C พี่เล็กก็จะดึงคนจากทีม A มาช่วยโปรเจคนี้ ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าไอ้คนนั้นน่ะ มันทำงานเยอะมากๆแล้ว

ชัยภัฏ:ปัญหานี้แก้ไขได้ไหมครับ
นิธิศ:ตอนนี้ที่เพิ่งคุยไปเมื่อวานคือ จะนำระบบ Software มาใช้ ผู้บริหารจะได้นั่งบริหารอยู่หน้าคอมได้ โดยที่รู้ว่าแต่ละโปรเจค แต่ละทีม ทำงานไปถึงจุดไหนแล้วบ้าง

ชัยภัฏ:กับตัวพี่โต้งเอง พี่โต้งมีปัญหาในการทำงานไหมครับ
นิธิศ:คิดว่าไม่มีนะ คือพี่รับงานอยู่ในระดับที่สามารถจัด Work Load ตัวเองได้

ชัยภัฏ:พี่คิดว่าลักษณะ หรือทักษะอะไรบ้าง ที่จำเป็นสำหรับคนที่จะเป็นสถาปนิก
นิธิศ:ความรักอย่างเดียว ทักษะอย่างอื่นมันฝึกกันได้ แต่ขอให้เรามีใจรักเพียงอย่างเดียวเท่านั้นพอ เพียงแต่ความรัก มันอาจจะมีทั้งหวาน และขื่นขม เป็นธรรมดา หลายคนที่ไปไม่ไหวก็เพราะรู้สึกว่า สถาปนิกเป็นอาชีพที่ทำงานหนัก และเงินที่ได้รับก็ไม่คุ้มกับค่าตอบแทน

ชัยภัฏ:อย่างเรื่องเงินนี่พี่พอจะบอกได้ไหมครับ ว่าได้เท่าไหร่
นิธิศ:บอกไม่ได้เว้ยเฮ้ย!!!!

ชัยภัฏ:พี่โต้งรับเงินเป็นเงินเดือน หรือเป็นหุ้น
นิธิศ:ที่กรุงเทพนี่รับเป็นเงินเดือน ส่วนที่ภูเก็ตเป็นผู้บริหารก็เลยรับเป็นหุ้น แต่เมืองนอกส่วนมากเค้าจะรับเป็นหุ้นกัน

ชัยภัฏ:หลายคนไปทำงานเมืองนอก เพราะได้เงินเยอะกว่า
นิธิศ:พี่ว่าทำงานต่างประเทศได้เงินเยอะกว่าก็จริง แต่ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย อยู่เมืองไทยถ้าเกิดขยัน ตั้งใจเก็บเงินดีๆ ก็คงเก็บได้ในระดับนึง

ชัยภัฏ:นอกจากเงินเดือนแล้ว เราได้อะไรอีกบ้าง
นิธิศ:ที่ A49 ก็จะเน้นเรื่องสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลประมาณนี้ แล้วก็จะมีโบนัสปลายปี ซึ่งก็มากอยู่ ส่วนคนที่ทำงานไปสัก 2-3ปี ก็จะมีพาไปดูงานต่างประเทศ

ชัยภัฏ:พี่โต้งคิดว่าสถาปนิกที่อยู่ในบริษัทนี่จะมีทางก้าวหน้าไหมครับ
นิธิศ:มีสิ อยู่ที่ไหนก็มีทางก้าวหน้าได้ทั้งนั้น ถ้าทำงานเก่งและขยัน ก็จะได้เลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ จนบางคนจบปริญญาตรี ก็เลื่อนไปจนกลายเป็นผู้บริหารแล้ว อย่างสมัยก่อนก็จะมีพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) ที่ทำงานจนคิดว่าจะฮุบเอา A49 เป็นของตัวเองได้อยู่แล้ว แต่ในที่สุดตอนนั้นเศรษฐกิจพัง พี่ด้วยเลยช่วย A49 โดยการออกไปเปิดบริษัทเอง

ชัยภัฏ:แต่บางคนก็คิดว่า อยากก้าวหน้าต้องออกไปเปิดบริษัทเอง เพราะเป็นชื่อของเรา
นิธิศ:ก็ต้องยอมรับว่าทำงานในรูปแบบบริษัทใหญ่ งานที่ได้ก็จะผ่านความคิดเห็นชอบจากคนหลายคน ไม่ใช่ของเราคนเดียว ซึ่งถ้าบางคนอึดอัด ก็จะออกไปเปิดบริษัทเอง

ชัยภัฏ:พี่โต้งคิดว่าจุดสิ้นสุดของอาชีพสถาปนิกของพี่โต้งอยู่ตรงไหนครับ ถ้าเกษียณแล้วจะทำอะไร?
นิธิศ:???????(ยังคิดไม่ออก)

ชัยภัฏ:งั้นผมถามไปถึงพี่เต้ยแล้วกันครับ เพราะตอนนี้พี่เต้ยก็ 60 แล้ว พี่เต้ยยังจะทำต่อไปไหม
นิธิศ:เคยคุยกับพี่เต้ยเหมือนกัน ท่านบอกว่ามันอึกอัดที่คนอายุ 60 แล้วยังต้องไป Service ลูกค้าเด็กๆ พวกที่อายุน้อยๆ แต่มีเงิน อาชีพเราเป็นอาชีพบริการ เหมือนขายของ มันเลี่ยงไม่ได้

ชัยภัฏ:แต่สถาปนิกใหญ่ๆบางคน ลูกค้าก็ต้องอ่อนให้เรา
นิธิศ:ใช่ แต่นั้นต้องเป็น Great Tect แล้วไง พวก Frank Gehry หรืออย่างบ้านเราก็คุณเล็ก (เมธา บุนนาค)

ชัยภัฏ:แล้วถ้าพี่เต้ยหยุดทำสถาปนิกแล้ว พี่เต้ยจะทำอะไรต่อครับ
นิธิศ:อย่างตอนนี้ที่เริ่มทำแล้วก็มีทำหนังสือ ซึ่งถือเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ จริงๆที่เคยพูดไว้ก็คือ อยากทำงาน Design ชิ้นเล็กๆ ไม่ต้องใหญ่ ได้ทำ Detail แบบปีละหนึ่งชิ้นก็พอ เพราะหลังๆไปทำงานบริหารมาก มันเหนื่อย

ชัยภัฏ:คือกลายเป็นทำงานเพื่อความสุข
นิธิศ:ใช่ อย่างดร.สุเมธ ชุมสาย นี่หลังๆท่านก็ไป Paint รูป ทำในสิ่งที่รัก

ชัยภัฏ:แล้วตัวพี่โต้งเองล่ะครับ
นิธิศ:ตอนนี้ก็คงทำงานไปเรื่อยๆ ถ้าทนไม่ไหวอาจลาออกไปเปิดบริษัทเอง หรือถ้าอึดอัดมากๆไม่ไหว ทำงานจนตัวระเบิด ก็อาจเลิกทำไปเลย

ชัยภัฏ:สุดท้ายแล้ว พี่โต้งมีแนวทางอะไรในการทำงานครับ
นิธิศ:พี่อยากทำงานที่เป็นสถาปัตยกรรม เป็น Architecture นึกออกมั้ยว่าบ้านเรามีแต่ Building ไม่มี Architecture คนไทยส่วนมากก็คิดถึงแต่กำไร พี่อยากทำงานที่เป็น Innovative ไม่ Maximize เรื่องเงิน

ชัยภัฏ:ฝากอะไรถึงสถาปนิกรุ่นใหม่ๆ
นิธิศ:ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่หายไปจากสถาปนิกไทย คือความเป็นไทย บางครั้งเห็นงานชิ้นหนึ่งสวยมาก ถามว่าสถาปนิกอเมริกันที่ไหนมาออกแบบ คือความเป็นไทยมันหายไปจากงานของเรา อย่างสถาปนิกญี่ปุ่นนี่ มองครั้งแรกก็รู้เลยว่าเป็นงานของคนญี่ปุ่น มันมีเอกลักษณ์อยู่ในนั้น คนไทยที่เห็นล่าสุดนี่ก็มี พี่อมตะ หลูไพบูลย์ (Department of Architect) โรงแรมที่หาดไม้ขาวอันที่พี่กับโบ้ไปดูกันนั่นแหละ ถึงแม้จะเป็นกล่องๆ แต่ข้างในเค้าใส่ความเป็นภูเก็ตเข้าไปในนั้น คือคิดมาเยอะมาก มี Meaning หมดทุกส่วน

ชัยภัฏ:ขอบคุณครับผม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เป็นสถาปนิกเหรอครับ ??
ดูรูปถ่ายในหน้าเก่า ๆ แล้วสวยดีครับ
มุมมองดี...

#1 By peterz on 2007-08-03 01:32

ขอบคุณที่เอามาให้อ่านกัน

แต่พูดเรื่อง "ความเป้นไทย" นี่มัน define ยากเหมือนกันนะ ว่าอยู่ตรงไหน คืออะไร

แล้วตกลงได้ไปงาน ประชาไทไนท์ มั้ย เราไปมา หนุกดีนะ

#2 By merveillesxx (58.8.120.179) on 2007-08-03 17:32

ขอบคุณพี่มากเลยครับ ได้เข้ามาอ่านรู้สึกว่าได้ข้อมูลต่างๆเยอะมากจริงๆครับ

#3 By TOON on 2007-08-03 21:41

จากที่พี่โต้งพูดเนี่ย...
ดูงานออฟฟิศมันน่าอึดอึดมากเลยนะคะ

#4 By Fonn || AR51 on 2007-08-04 22:38

อยากเรียนสถาปัตย์เเต่แม่บอกว่าเรียนเเล้วตกงานไม่ให้เรียนทำไงดีค่ะ

#5 By หน่อย (125.24.154.44) on 2007-08-05 18:11

อยากเรียนสถาปัตย์เเต่แม่บอกว่าเรียนเเล้วตกงานไม่ให้เรียนทำไงดีค่ะ

#6 By หน่อย (125.24.154.44) on 2007-08-05 18:11

^
^
เจอปัญหาเดียวกันเลย 5555
สู้ๆนะน้อง

#7 By Fonn || AR51 on 2007-08-06 11:39

จะจบอะไรมาถ้าขยันและอดทนจริงๆมันก็หางานได้เองล่ะน่ะ
คำแนะนำจากพี่ ถ้าไม่รักวิชาชีพนี้จริงๆอย่ามาเรียนเลย
แนะนำใครได้ก็พยามบอกว่าอย่ามา
เพราะมันเหนื่อยมากจริง
และถ้าหวังรวยละก็.....หมดสิทธิ์

#8 By 1812 on 2007-08-06 19:34

คือการมีชีวิตอยู่เพื่อ อุดมการณ์

#9 By mercury (58.9.42.9) on 2007-08-07 09:51

เห็นด้วยว่าเรียนถาปัดเหนื่อยมากจริงๆๆๆๆๆ

#10 By ennisdelmar on 2007-08-07 15:36

เอ น้องเคยฝึกงานที่ภูเก็ตใช่บ่?
นั่ง search หารูปออฟฟิศที่นั่นอยู่ ก็พอดีมาเจอ blog นี้
แสดงว่าวันก่อนที่แวะมาสัมภาษณ์พี่โต้ง เราคลาดกันนิดเดียว

#11 By d3rnari (58.9.142.107) on 2007-08-08 00:06

ดูท่าทางมึงจะรักความเป็นสถาปนิกสุดตีน หึหึ
(นี่เป็นสิ่งดีนะ ไม่ได้จะว่า)
ปล mv อ.จอนเป็นที่กรี๊ดมากจริงๆ เหอๆๆ

#12 By Top (58.8.139.172) on 2007-08-15 19:37

ลืมอีกนิด ที่กูได้ไปงานนั้นเพราะว่าอาจารย์จิตรทัศน์ หรืออาจารย์มะนาวนั่นอะ อาจารย์ที่ปรึกษากูเอง

#13 By Top (58.8.139.172) on 2007-08-15 19:38

ผมชอบมากเลบคับ แล้วจะเป็นสถาปนิกที่ดีให้ได้คับ

#14 By เอิร์ท (168.120.27.111) on 2007-09-03 01:17

A 49 จากเด็ก ถาปัด จุฬา เพื่อ เด็ก ถา ปัด จุฬา แล้ว ก็เล่นสี กันไง มานั่งว่า คนไทยไปทำงานสิงค์โปร์ทำไม เหอะๆ ดูเงินเดือน ที่คุณให้ดิ มันน้อยแค่ไหน ทำไงได้ ก็ไม่ได้จบ ถาปัด จุฬานิ จะได้มีรุ่นพี่ ช่วยพลักช่วยดัน ส่วนเด็กที่อื่น แม่งโง่ที่สอบไม่ติดเอง ขอให้เจริญๆ นะ A 49 รวยๆ

#15 By arch (58.8.127.166) on 2007-09-23 00:12

A 49 เหมือนโรงเรียนฝึกงานจริงๆนะแต่คนที่ได้ทำก็เก่งกันทั้งนั้น...office...ดูอบอุ่นดีค่ะ

#16 By สุภาพชน on 2007-09-24 16:25

ดีจังที่ได้อ่าน

เรื่องไทยๆนี่ตอบยากจัง
หนังสือบ้านไทย ที่เป็น text book ก็เป็นฝรั่งเขียนหนะนะ
สถาปัตยกรรมนำชีวิตsad smile
ยังไม่เคยได้ยินว่าจบถาปัดแล้วตกงานนะน้อง
ไปบอกแม่ใหม่ป่ะ!!

555

#19 By pam (58.10.125.64) on 2008-03-19 14:31

A49 ไม่ได้มีแต่เด็กจุฬาอย่างที่คิดๆกันหรอกนะค๊ะ
มีทุกสถาบันนั่นแหละ แระพอเข้ามาทำงานก้อทำได้ดีด้วย

แต่บอกได้อย่างนึงว่า การที่เป็นออฟฟิตอันดับ 1 เนี่ย
ก้อทำให้มีโอกาศที่จะคัดเด็ก เก่งๆ ที่มาจากสถาบันต่างๆ
นั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนครีมชั้นบนๆ ขอสถาบันนั้นเลย

พวกที่อยากเข้ามาทำงานแล้ว แล้วเข้าไม่ได้ต่างหาก
ที่มาน้อยใจ ว่า เล่นสี

#20 By cher (58.10.125.64) on 2008-03-19 14:38